scoops

การเลี้ยงดู

คุณภาพของน้ำ (Water Quality)

สำหรับผู้เลี้ยงปลา โดยเฉพาะปลาอโรวาน่าแล้ว คำแนะนำที่ว่า "ให้ดูแลคุณภาพน้ำให้ดี" เป็นคำๆ นึงที่มักจะได้เจอกันบ่อยๆ ไม่ว่าจะ ปลาป่วย, ปลาตกใจ, ปลากัดกัน, ปลาเกล็ดหลุด หรือครีบแตก ได้แผลได้เลือด กันทีไร หนึ่งในคำแนะนำวิธีการรักษา ที่พบบ่อยมากๆ อาจจะเรียกได้ว่า ท๊อปฮิต เลยทีเดียว นั่นก็คือ ต้องรักษา หรือดูแลคุณภาพน้ำไว้นะ ใช่ไหมครับ แล้วน้ำที่มีคุณภาพดี สำหรับการเลี้ยงปลา เป็นยังไงละ -__-?

คุณภาพน้ำที่ดี วัดกันอย่างไร

ก่อนเราจะทราบว่าคุณภาพน้ำที่ดีนั้นเขาวัดกันอย่างไร เราควรมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาเสียก่อน น้ำที่ปกติเรามักนำมาใช้เลี้ยงปลามีอยู่ 3 ประเภทคือ

  1. น้ำประปา (Tap Water) น้ำประปาจัดว่าเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี เหมาะสำหรับนำมาใช้เลี้ยงปลาได้ เนื่องจากมีการปรับสภาพ ฆ่าเชื้อโรคมาแล้ว อย่างไรก็ตามน้ำประปายังคงมีปัญหาสำคัญ อยู่เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องคลอรีน แขกผู้ไม่ได้รับเชิญของเรานั่นเอง ซึ่งปัญหานี้ สามารถแก้ไขได้โดย การนำน้ำประปามาพักไว้ก่อนประมาณ 1-2 วัน เพื่อให้คลอรีนได้ระเหยออก และหากในระหว่างการพักน้ำ มีการใช้หัวทราย เป่าอากาศในน้ำประปาด้วย ก็จะช่วยให้คลอรีนระเหยออกไปได้เร็วยิ่งขึ้นมาก นอกจากนั้น ยังสามารถใช้เครื่องกรองน้ำ ที่มีวัสดุกรองเป็นคาร์บอน หรือที่เรียกว่ากรองคาร์บอน เอามากรองคลอรีน ออกไปก็ได้ ส่วนวิธีที่ใช้สารเคมี หรือยาที่อยู่ตามท้องตลาด อ้างสรรพคุณ ล้างคลอรีนได้นั้น เท่าที่เคยได้ยินผู้เลี้ยงปลาอโรวาน่า หลายๆ ท่านที่เคยทดลองใช้มา สรุปได้ว่า แทบทั้งหมด ไม่ได้ผล แถมบางตัวยังจะส่งผลร้าย ผลข้างเคียงกับปลาของเราด้วย

  2. น้ำบาดาล (Ground Water) การนำน้ำบาดาลมาใช้เลี้ยงปลานั้น ต้องระวัง 2 จุด ได้แก่ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ ซึ่งในน้ำบาดาลจะต่ำมาก ทางที่ดีควรมีภาชนะพักน้ำ และใช้หัวทราย เป่าอากาศให้น้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ ก่อนนำมาใช้เลี้ยงปลา เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนก่อนนำมาใช้ จุดที่สอง น้ำบาดาล มักจะมีแร่ธาตุบางอย่างที่อาจเป็นอันตรายต่อปลา เช่น สนิมเหล็ก, โลหะหนัก ฯลฯ ดังนั้นควรนำน้ำมากักก่อนใช้ เพื่อให้มีการตกตะกอน ของแร่ธาตุบางอย่างที่เราไม่ต้องการ นอกจากนั้น ยังสามารถใช้เครื่องกรองน้ำที่มีวัสดุกรองเป็นเรซิ่น มาช่วยกรองได้

  3. น้ำฝน (Rain Water) ในหลายๆ จุดโดยเฉพาะ บริเวนเมืองที่มีประชากร การคมนาคม หนาแน่น และบริเวนโรงงานอุตสาหกรรม น้ำฝนมักจะมีสภาพเป็นกรด เนื่องจากได้ละลายก๊าซบางอย่าง เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ อีกทั้งยังมีฝุ่นละออง เชื้อโรคปะปน อันอาจก่อให้เกิดโรคแก่ปลาได้ ฉะนั้น ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว จึงไม่ควรนำน้ำฝนมาใช้เลี้ยงปลานะครับ คุณภาพของน้ำนั้น เราจะพิจารณาที่ค่าทางเคมีของน้ำ ซึ่งถ้าจะดูอย่างระเอียดแล้วนั้น ต้องดูที่ค่าหลายๆ ค่า ได้แก่ แอมโมเนีย, ไนไตรท์, ไนเตรท, ค่า pH ความเป็นกรดด่าง, ปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ, ความเค็มของน้ำ, อุณหภูมิ และ ความกระด้างของน้ำ แต่สำหรับ ทั่วๆ ไปแล้ว จะพิจารณาเฉพาะค่า ไนไตรท์, pH ความเป็นกรดด่าง และ อุณหภูมิ ครับ ทีนี้ เรามาดูกันดีกว่านะครับ ว่าค่าทางเคมีต่างๆ ของน้ำ ต้องดูอย่างไร และมีผลอะไรกับปลาของเราบ้าง

แอมโมเนีย (Ammonia,NH4) ปริมาณแอมโมเนียที่อยู่ในน้ำนั้น เป็นตัวสะท้อนถึงประสิทธิภาพระบบกรองชีวภาพว่า ทำงานได้ดีเพียงใด แอมโมเนียเกิดขึ้นจากการหายใจออกมาทางเหงือกปลา อีกทั้งยังเกิดจากการที่แบคทีเรียย่อยสลายของเสียต่างๆ ในตู้ปลา เช่น เศษอาหาร และขี้ปลา ค่าแอมโมเนียที่เราสามารถวัดได้ เรียกว่า แอมโมเนียรวม ซึ่งในค่าแอมโมเนียรวมจะประกอบไปด้วยแอมโมเนีย 2 ชนิด คือ อิออนไนซ์แอมโมเนีย (NH4+) ซึ่งไม่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำ และ อันอิออนไนซ์แอมโมเนีย (NH3) ซึ่งเป็นพิษต่อสัตว์น้ำ สัดส่วนของแอมโมเนียทั้งสองชนิดนั้น จะขึ้นกับปัจจัยหลักคือค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำ (pH) และรองลงมาคืออุณหภูมิ (pH สูง แอมโมเนียประเภท NH3 จะมีสัดส่วนมากขึ้น ซึ่งจะทำให้แอมโมเนียมีพิษมากขึ้น)

ตารางสัดส่วนแอมโมเนียที่เป็นพิษ อันอิออนไนซ์แอมโมเนีย (NH3) แปรผันตาม pH และอุณหภูมิน้ำ


ปริมาณที่จัดว่าปกติ: ควรให้ไม่มี หรือมีน้อยที่สุดเท่าที่เป็นได้ จากผลการเก็บข้อมูลจาก ศูนย์วิจัย และพัฒนาประมงชายฝั่ง จันทบุรี ระบุว่าในแหล่งน้ำธรรมชาติ มักจะพบค่าแอมโมเนีย อยู่ที่ 0.00xx ? 0.xxxx mg./l ส่งผลอย่างไรกับปลา: แอมโมเนียที่จะมีผลเสียต่อปลาคือ อันอิออนไนซ์แอมโมเนีย (NH3) ซึ่งจะมีผลเสียต่อปลา โดยจะไปขัดขวางการแลกเปลี่ยน ก๊าซออกซิเจนจากเหงือกสู่ระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เหงือกเกิดความเสียหายรวมถึงเยื่อบุต่างๆ ที่ทำหน้าที่สร้างเมือกปกคลุมตัว และทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ถ้ามีมากจะออกฤทธิ์ทำให้กัดบริเวณผิวหนังสัตว์น้ำ เป็นช่องแผล และจะเป็นทางเข้าสู่ร่างกายสัตว์น้ำของเชื้อโรค จะทำให้เกิดเป็นแผลหลุม จุดแดง ๆ เป็นจ้ำ ๆ เป็นตุ่มมีน้ำเหลือง และเป็นโรคผิวหนังต่าง ๆ มีผลทำให้สัตว์น้ำนั้นอ่อนแอ ป่วย และตายได้ ปลาที่เผชิญกับระดับแอมโมเนียที่สูงเกินไป จะมีปฏิกิริยาตอบสนองด้านการเคลื่อนไหวช้าลง และมักจะลอยคอขึ้นมาหายใจอยู่บริเวณผิวน้ำ วิธีแก้ปัญหาเมื่อค่าเกินมาตรฐาน: ในระยะสั้นให้เพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำให้เต็มที่, งด หรือลดปริมาณอาหาร, เปลี่ยนถ่ายน้ำ 10-30% แล้วทำการเช็คระดับแอมโมเนียภายหลังการเติมน้ำใหม่แล้ว 12-24 ชั่วโมง แต่ในระยะยาวผู้เลี้ยงจะต้องพยายามเพิ่มประสิทธิภาพของบ่อกรองให้ดีขึ้นจนสามารถควบคุมปริมาณแอมโมเนียให้ได้ด้วย

ไนไตรท์ (Nitrite, NO2) ระดับไนไตรท์ที่วัดได้โดยใช้ชุดทดสอบนั้น โดยปกติ จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาวะการทำงานของระบบกรองชีวภาพ ว่าทำงานได้สมบูรณ์ หรือเพียงพอ ตามวัฎจักรไนโตรเจนหรือไม่ เพราะไนไตรท์เกิดจากการย่อยสลายแอมโมเนียโดยแบคทีเรียที่ใช้ก๊าซออกซิเจน ในบางครั้งสาเหตุการเพิ่มระดับไนไตรท์ ยังอาจเกิดจากการเพิ่มจำนวนปลาเข้ามาเลี้ยงในบ่อจำนวนมาก ขณะที่แบคทีเรียไม่สามารถย่อยสลายไปเป็นไนเตรทได้ทัน ปริมาณที่จัดว่าปกติ: ควรให้ไม่มี หรือมีค่าเป็นศูนย์ หากตรวจพบแสดงว่า แบคทีเรียยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จากผลการเก็บข้อมูลจาก ศูนย์วิจัย และพัฒนาประมงชายฝั่ง จันทบุรี ระบุว่าในแหล่งน้ำธรรมชาติ มักจะพบค่าไนไตรท์ อยู่ที่ 0.000x ? 0.0xxx mg./l โดยปกติสำหรับการเลี้ยงปลาสวยงาม จะกำหนดค่าไว้ที่ <0.3 mg./l ซึ่งจัดเป็นค่าต่ำสุดของเครื่องมือทั่วๆ ไปสามารถวัดได้ ส่งผลอย่างไรกับปลา: ความเป็นพิษของไนไตรท์ต่อปลาจะมีน้อยกว่าแอมโมเนีย แต่ก็ยังถือว่ามีผลต่อปลารุนแรงพอสมควร คือไนไตรทจะไปทำปฏิกิริยากับฮีโมโกบิน ได้เมทธิดมโกลบิน(อธิบายซะวิชาการจ๋าเชียว อิอิอิ ^__^?) ส่งผลให้ไม่สามารถขนถ่ายออกซิเจนได้ ซึ่งผลทีได้คือ เกิดอาการเลือดเป็นพิษ และจะทำลายระบบประสาท ตับ ไตของปลา กรณีแม้มีไนไตรท์ในระดับต่ำ แต่มีอยู่เป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้ขอบฝาปิดเหงือกของปลา(เหงือกอ้า หรือเหงือกบาน) วิธีแก้ปัญหาเมื่อค่าเกินมาตรฐาน: ในระยะสั้นการลดปริมาณไนไตรท์ สามารถกระทำได้โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำ การเติมเกลือ แต่ในระยะยาวผู้เลี้ยงจะต้องพยายามเพิ่มประสิทธิภาพของบ่อกรองให้ดีขึ้นจนสามารถควบคุมปริมาณแอมโมเนียให้ได้ด้วย

ไนเตรท (Nitrate, NO3) ไนเตรทเป็นสารเคมีตัวสุดท้ายในวัฎจักรไนโตรเจน เกิดจากการที่แบคทีเรียย่อยสลายไนไตรท์ โดยใช้ออกซิเจน ซึ่งในธรรมชาติส่วนหนึ่งของไนเตรทจะถูกพืชน้ำ สาหร่ายน้ำไปใช้สร้างความเจริญเติบโต และอีกส่วนจะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียกลุ่มที่ไม่ใช้ออกซิเจน ปริมาณที่จัดว่าปกติ: การวัดค่าไนเตรทได้เป็นตัวเลขนั้น ควรมีค่าเท่ากับ 0-50 mg./l ส่งผลอย่างไรกับปลา: จะว่าไปแล้วไนเตรทก็ไม่ได้เป็นพิษกับปลาซะทีเดียว แต่ว่าหากเกิดการสะสมมากๆ เข้าจะทำให้เกิดกรดไนตริกขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณสมบัติและสภาพค่าทางเคมีขอน้ำในระบบไม่เสถียร รวมไปถึงค่า pH ที่ขึ้นๆลงๆ จนปลาอยู่ไม่เป็นสุข หรือปลาเครียด วิธีแก้ปัญหาเมื่อค่าเกินมาตรฐาน: การลดไนเตรทสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้พืชน้ำเป็นตัวดูดซับไป การปล่อยให้น้ำสัมผัสกับออกซิเจน แล้วให้ออกซิเจนในอากาศดูดซับออกไป แต่วิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดสำหรับบ้านเราก็น่าจะเป็น การเปลี่ยนน้ำใหม่ให้ปลาอย่างสม่ำเสมอนั่นเองครับ

ค่าความเป็นกรด ด่าง (pH) ค่าความเป็นกรด ด่าง หรือค่า pH จะมีค่าอยู่ตั้งแต่ 1 ถึง 14 และมีค่าความเป็นกลางเท่ากับ 7 สำหรับการพิจารณาว่าน้ำเริ่มมีความเป็นกรด ก็ต่อเมื่อวัดค่า pH ได้ต่ำกว่า 7 และเริ่มมีความเป็นด่างมากขึ้นก็ต่อเมื่อวัดค่า pH ได้มากกว่า 7 สารที่เป็นกรด ด่าง เท่าที่เรารู้จักในชีวิตประจำวันก็เช่น กรดน้ำส้มสายชู กรดเกลือ ส่วนด่างที่เรารู้จักดีก็เช่น น้ำปูนใส น้ำขี้เถ้า โซดาไฟ เป็นต้น ปริมาณที่จัดว่าปกติ: โดยทั่วไปแล้ว ปลาแต่ละชนิดจะชอบที่จะอยู่ในน้ำที่มีค่าความเป็นกรด เป็นด่าง ต่างกัน โดยจะขึ้นกับสภาพน้ำในถิ่นที่อยู่อาศัยเดิม ปลาอโรวาน่านั้น นิยมเลี้ยงในตู้ที่มีค่า pH อยู่ที่ 6.5-7.5 แต่สามารถอยู่ได้ที่ pH เป็นกรดอ่อนๆ ถึง 6 หรือเป็นด่างจนถึง 8 ถึง 8.5 ได้ แต่ค่า pH ต้องไม่สวิง หรือ แกว่งขึ้นๆ ลงๆ มาก จนปลาปรับสภาพไม่ทัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการช๊อค pH ได้ ส่งผลอย่างไรกับปลา: หากน้ำในบ่อมีค่าความเป็นกรด ต่ำมากๆ(pH ต่ำ) จะทำให้แบคทีเรียในระบบกรองที่ทำหน้าที่ย่อยไนโตรเจนหยุดการทำงาน แต่หากมีความเป็นด่าง(pH สูง) จะเป็นการเพิ่มความเป็นพิษของแอมโมเนียในน้ำ และหากมีค่าความเป็นด่างสูงมากๆ ก็จะทำให้ระบบการทำงานภายในตัวปลาผิดปกติ ปลาจะเริ่มมีอาการไม่กินอาหาร มีการขับเมือกตามลำตัวออกมามาก แยกตัวโดดเดี่ยว และมักจะอยู่บริเวณพื้นน้ำ หากมีอาการ มากขึ้น ครีบปลาจะแตกออกเป็นริ้วๆ หาก pH มีค่าความเป็นด่างสูงเกินไป ปลาจะผลิตเมือกออกมาตามลำตัวจำนวนมาก และจะลอยหัวบริเวณผิวน้ำหายใจเอาอากาศ วิธีแก้ปัญหาเมื่อค่าเกินมาตรฐาน: การปรับค่า pH สามารถทำได้โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำ(ห้ามเปลี่ยนน้ำทีละมากๆ ในครั้งเดียว เพราะอาจจะทำให้ค่า pH เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน จนอาจจะเกิดอาการช๊อคของปลาได้) , ล้างทำความสะอาดระบบกรอง, การเติมสารเคมีลงในตู้ปลา ไม่แนะนำสำหรับตู้ปลาอโรวาน่า เพราะจะทำให้ค่า pH แกว่ง อาจทำให้ปลาเกิดอาการเครียด หรือถึงขนาดช๊อคได้

ความกระด้างของน้ำ (Water Hardness) น้ำกระด้าง หมายถึง น้ำที่มีปริมาณสารประกอบในรูปแคลเซียมคาร์บอเนต หรือ แมกนีเซียมคาร์บอเนตละลายอยู่น้ำกระด้างมี 2 ประเภทคือ น้ำกระด้างถาวร (General Hardness , GH) และน้ำกระด้างชั่วคราว อันเกิดจากสารประกอบคาร์บอเนต(Carbonate Hardness, KH) แต่ในที่นี้จะรวมเรียกว่า น้ำกระด้าง ปริมาณที่จัดว่าปกติ: ค่าความกระด้างที่เหมาะสมของน้ำเลี้ยงควรมีค่าอยู่ระหว่าง 75-150 mg./l ส่งผลอย่างไรกับปลา: ความกระด้างของน้ำมีผลต่อการปรับสมดุลของเกลือแร่ของความเข้มข้นของสารต่างๆ ระหว่างภายในร่างกายปลา กับภายนอก ในปลาน้ำจืดความเข้มข้นภายในตัวปลาจะสูงกว่าความเข้มข้นภายนอกในน้ำ น้ำในบ่อหรือสิ่งแวดล้อมภายนอกพยายามจะซึมเข้าสู่ภายในตัวปลาที่มีความเข้มข้นสูงกว่าตามหลักการของการแพร่ (Diffusion) ไตจะทำหน้าที่ในการขับน้ำจากภายนอกที่เข้ามาภายในร่างกายออกไป หากค่าความกระด้างมีสูงมากเกินไป แทนที่ไตจะทำงานได้ตามปกติปริมาณน้ำในร่างกายกลับจะสูญเสียสู่ภายนอก ดังนั้นความกระด้าง จึงมีผลต่อระดับความสมดุลของปลา นอกจากนั้นแล้ว ความกระด้างของน้ำยังมีผลกับค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของน้ำด้วย เพราะคุณสมบัติของความกระด้าง คือ เมือมีอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ จะทำให้น้ำมี pH buffer ช่วยให้น้ำมีความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรด เป็นด่างของน้ำได้ด้วย คือน้ำที่มีค่าความกระด้างต่ำเกินไป อย่าเช่นน้ำกรอง RO ที่มีค่า KH = 0 เมื่อ เกิดปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดน้ำเป็นกรดเพียงเล็กน้อย pH ของน้ำก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกับการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในน้ำได้ วิธีแก้ปัญหาเมื่อค่าเกินมาตรฐาน: น้ำกระด้างสามารถกำจัดได้โดยการต้ม (ไม่แนะนำวิธีนี้นะครับ เพราะสำหรับตู้ใบใหญ่ๆ คงต้องต้มน้ำกันสนุกไปเลยนะครับ) และสามารถกรองออกได้โดยผ่านวัสดุกรองประเภท เรซินครับ

ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (Dissolved Oxygen, DO) ปกติหน่วยการวัดปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ จะวัดกันเป็น มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/l) ปลาหายใจโดยใช้ออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำเท่านั้น เนื่องจากปลาจัดว่าเป็นสัตว์เลือดเย็น ดังนั้นอุณหภูมิภายนอกจะมีผลทำให้กระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายเพิ่มขึ้น เป็นผลให้ปลาต้องการปริมาณออกซิเจน เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ในทางตรงกันข้ามปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ กลับจะลดลง


ปริมาณที่จัดว่าปกติ: ดูได้จากตารางด้านล่างนี้นะครับ เป็นข้อมูลของปลาคาร์พ จากเว๊ป koifanclub.net นะครับ ส่วนสำหรับปลาอโรวาน่า นั้นผมเองยังไม่เคยเห็นข้อมูลประเภทนี้ครับ ถ้าได้เจอเมื่อไหร่แล้วจะเอามาให้ดูอีกที แต่ตอนนี้ เอาของปลาคาร์พ เป็นแนวทางก่อนนะครับ


ส่งผลอย่างไรกับปลา: หากค่าออกซิเจนในน้ำต่ำเกินไป ปลาจะเริ่มลอยคอหายใจฮุบอากาศบริเวณผิวน้ำเข้าไปแทน และสำหรับปลาอโรวาน่านั้น เราจะได้เห็นอาการที่เรียกกันว่า "ปลาหอบ" คืออาการที่ปลามีอาการขยับปากขึ้นลง ๆ (เหมือนกำลังบ่นอะไรอยู่) ยิ่งถี่มาก แสดงว่า หอบมาก แสดงว่า ยิ่งขาดอากาศมากครับ วิธีแก้ปัญหาเมื่อค่าเกินมาตรฐาน: ต้องให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำให้เพียงพอสำหรับปลาครับ ดูเป็นแนวทางได้จาก ตาราง (ของปลาคาร์พอีกละ) ข้างล่างนะครับ, ควบคุมอุณหภูมิ อย่าให้สูงจนเกินไป และควบคุมความหนาแน่นของปลาในตู้ อย่าให้มากจนเกินไปด้วยครับ

เอาละครับ ทีนี้ เราก็ได้คำนิยามของคำว่า คุณภาพน้ำ กันมาแล้ว รวมทั้งวิธีการดูค่าทางเคมีต่างๆ ของน้ำด้วย คงพอจะทำให้ หายสงสัยไปได้บ้างนะครับ ถ้ามีคนบอกให้คุณดูแลคุณภาพน้ำให้ปลา (หรือจะสงสัยกว่าเดิมก็ไม่รู้นะครับ 55555) เรื่องนี้ผมคงต้องขอจบไว้แค่นี้ก่อนนะครับ หากผิดพลาด ขาดตกบกพร่องประการใด ก็ขออภัยไว้ ณ.ที่นี้ด้วยนะครับ

TTDC..

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก :

www.sf.ac.th
www.fancycarp.com
www.koifanclub.net
www.ideabyidea.com ศูนย์วิจัย และพัฒนาประมงชายฝั่ง จันทบุรี
www.fisheries.go.th สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง
www.nicaonline.com

อ่าน 171497 ครั้ง