scoops
การเลี้ยงดู
เปลี่ยนน้ำให้ปลาดีกว่าครับ
เปลี่ยนน้ำให้ปลาดีกว่าครับ

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ผู้รักการเลี้ยงปลาสวยงามทุกคน คำพูดที่ว่า?เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง? ดูเหมือนจะเป็นคำพูดที่ถูกต้อง และใช้ได้ดีกับทุกสถานการณ์เลยนะครับ รวมถึงการเลี้ยงปลาด้วย การที่จะเลี้ยงปลาให้ปลาสมบูรณ์ และสวยงามนั้น การเริ่มต้นที่ดี ช่วยได้มากครับ การเริ่มต้นด้วยการมีสถานที่เลี้ยงปลาที่เหมาะสม(บ่อปลา หรือตู้ปลา) และระบบกรองน้ำที่มีคุณภาพ สามารถช่วยเบาแรงของผู้เลี้ยงปลา และช่วยให้ปลาของเรา สวยงามสมบูรณ์ครับ นอกจากนั้น อาหารที่ดี การเปลี่ยนถ่ายน้ำที่ถูกต้อง และสม่ำเสมอ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ และถือเป็นภารกิจ หน้าที่ที่ผู้เลี้ยงปลาสวยงามขาดไม่ได้เช่นกันครับ ฉะนั้น วันนี้ ผมก็เลยจะขอพูดถึง การเปลี่ยนน้ำ สำหรับตู้ปลากันนะครับ
การเปลี่ยนน้ำ สำคัญไฉน เมื่อเอยคำถามนี้ขึ้นมา ผู้เลี้ยงปลาก็คงตอบกันได้แทบทุกคนนะครับ การเปลี่ยนน้ำในตู้ปลา ก็เป็นการ บำบัดน้ำเสียอย่างหนึ่ง สามารถช่วยบำบัดได้ทั้ง สิ่งปฏิกูล และสารพิษอื่นๆ ในน้ำด้วย ใช่ไหมละ .... ถูกต้องแล้วครับ สำหรับคำตอบนี้ แต่ก็คงเป็นการถูกเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การเปลี่ยนน้ำสำหรับตู้ปลานอกจากจะช่วยบำบัดน้ำแล้ว ยังเป็นการเพิ่มแร่ธาตุอาหาร ลงไปด้วย แร่ธาตุที่ว่า ตัวอย่างเช่น แมกนีเซียม แคลเซียม โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ ที่มีส่วนในการเสริมสร้างผิวหนังของสัตว์ และพืชน้ำ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ของน้ำด้วย ซึ่งถ้าขาดแร่ธาตุเหล่านี้ไป ปลาในตู้ของเรา อาจจะไม่สามารถเจริญเติมโต ดูสวยงาม และแข็งแรง ได้เท่าที่ควรครับ
เมื่อไหร่จึงควรเปลี่ยนน้ำ การเปลี่ยนน้ำ ควรเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำ ส่วนจะต้องเปลี่ยนน้ำถี่ แค่ไหนนั้น อาจจะต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ เข้าร่วมด้วยครับ เช่น ปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นในตู้ปลา จำนวนปลาในตู้ ประสิทธิภาพของระบบกรอง ขนาดของตู้และปริมาณน้ำ เป็นต้น สำหรับผู้เลี้ยงปลาโดยส่วนใหญ่ ทั่วไปแล้วนั้น มักจะนิยมเปลี่ยนน้ำกัน สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แต่ก็มีบางกรณีที่จะต้องเปลี่ยนน้ำกันถี่มากกว่านั้น ตู้ปลาบางใบ ถึงขนาดต้องเปลี่ยนน้ำกันทุกวันด้วยครับ โดยเฉพาะ ตู้ปลาที่มีความหนาแน่นของปลามาก หรือ มีปลาที่มีของเสียแยะ อย่างเช่น ปลาทอง อโรวาน่า เสือตอ กระเบน หรือปลาตระกูล แคทฟิช เป็นต้น (สังเกตง่ายๆ คือ ปลาที่กินอาหารมาก ก็มักจะมีของเสียออกมามากตามไปด้วย) และสำหรับตามร้านขายตู้ปลา บางแห่ง ที่ชอบโฆษณาว่า มีระบบกรองที่ดีจนไม่ต้องเปลี่ยนน้ำกันเป็นปี หรือใช้ไปเลย ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำกันชั่วชีวิต อันนี้แทบทั้งหมดสามารถฟันเฟอร์ม(ฟันธง+คอนเฟอร์ม) ได้เลยว่ามั่วครับ เพราะส่วนใหญ่ที่เห็น ก็แค่ระบบกรองธรรมดาๆ เท่านั้น ไม่ได้วิจิตพิสดาร หรือไฮเทคอะไรเลย
ปริมาณน้ำที่ต้องเปลี่ยน เรื่องของปริมาณน้ำที่ต้องเปลี่ยนกันแต่ละครั้ง ก็มักจะขึ้นกับ องค์ประกอบเหมือนด้านบนอีกนั่นละครับ การเปลี่ยนน้ำให้กับตู้ปลา แต่ละครั้งจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อครั้ง เช่น 20%, 30% เป็นต้น เปอร์เซนต์ที่ว่าจะวัดจากระดับน้ำที่เปลี่ยนใหม่ เช่น ตู้สูง 24 นิ้ว มีระดับน้ำในตู้สูง 20 นิ้ว ถ้าต้องการเปลี่ยนน้ำที่ 20% ก็ต้องเอาน้ำเก่าออกไป 4 นิ้ว ซึ่งจะใช้วิธีกาลักน้ำ วิธีใช้ปั้มดูดออก หรือวิธีการใดก็แล้วแต่ครับ แล้วเติมน้ำใหม่เข้าไปจนระดับน้ำกลับไปอยู่ที่ 20 นิ้ว เป็นต้น 4 นิ้ว/20 นิ้ว = 0.2 = 20% นั่นเองครับ เข้าใจว่าผู้เลี้ยงปลาสวยงาม แทบทุกคนที่เลี้ยงปลาสวยงามคงต้องเคยผ่านวิธีการเปลี่ยนน้ำแบบนี้มาแล้ว เพราะเป็นวิธีที่ใช้กันมานาน และใช้เครื่องมือน้อยที่สุด การเปลี่ยนน้ำแบบนี้ ปกติจะไม่แนะนำเปลี่ยนเกินครั้งละไม่เกิน 30% โดยเฉพาะเมือปลาที่เราเลี้ยง เป็นปลาที่ไวต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพน้ำ หรือ เกิดความแตกต่างกันมากของน้ำเก่า และน้ำใหม่ เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนน้ำก็จะต้องน้อยลงไปอีกครับ เพราะการเปลี่ยนน้ำในปริมาณมากๆ ในเวลาอันสั้น จะทำให้เกิดการแปลงของสภาพน้ำอย่างเช่น pH และ/หรือ อุณหภูมิ และ/หรือ สารเคมีต่างๆ ในน้ำ อย่างรวดเร็วจนอาจทำให้เกิดอาการช๊อคของปลาภายในตู้ด้วย และอาจจะทำให้ระบบกรองชีวภาพล่มเอาได้ครับ แต่บางท่านอาจจะออกมาบอกว่า เปลี่ยนน้ำทุกครั้ง ก็เปลี่ยนแบบหมดตู้(100%) มาหลายปีแล้ว ยังไม่เคยเห็นปลาเป็นอะไรเลย อันนี้ ก็ต้องบอกว่า ปลาแต่ละตัวอาจจะไม่เหมือนกัน แม้แต่ปลาชนิดเดียวกัน ขนาดตัวเท่ากันความแข็งแรง ความทนต่อสภาพแวดล้อม ก็ไม่เหมือนกันครับ วันนี้ แม้ว่าปลาตัวนั้นยังแข็งแรงดี เปลี่ยนน้ำหมดตู้ แล้วไม่เป็นอะไร แต่คงมั่นใจไม่ได้นะครับว่า จะทนอยู่กันได้อย่างนี้ตลอดไป ซักวันหนึ่ง เมื่อสภาพร่างกายปลาอ่อนแอลง หรือ เมื่อวันหนึ่ง สภาพน้ำเก่า กับน้ำใหม่ แตกต่างกันมากจนเกินกว่าที่จะทนได้ ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ที่แนะนำว่า ไม่ควรเปลี่ยนน้ำเกินครั้งละ 20-30% ก็เพราะว่า โดยส่วนมากแล้ว การเปลี่ยนน้ำปริมาณเท่านี้ ถ้าสภาพน้ำใหม่ ไม่แย่จนเกินไปนัก ปลาของเราจะไม่เป็นอะไรจากการเปลี่ยนน้ำครับ แล้วอะไรละ ที่จะเป็นตัวบอกว่า เราเปลี่ยนน้ำเพียงพอหรือยัง จุดนี้ นอกจากความใสสะอาดของน้ำที่เราสามารถดูด้วยตาเปล่าได้แล้วนั้น ปริมาณไนเตรทที่สะสมอยู่ในน้ำ ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องดูครับ ดังที่เคยกล่าวมาว่า การเปลี่ยนน้ำ เป็นวิธีการบำบัดไนเตรทในตู้ปลาได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง แต่การที่จะดูว่าปริมาณน้ำที่เปลี่ยนเพียงพอต่อการบำบัด เจือจางปริมาณไนเตรทที่อยู่ในน้ำหรือไม่ ให้ดูที่ค่า pH ของน้ำด้วยครับ เมื่อไนเตรทสะสมในน้ำเป็นปริมาณมากระดับหนึ่ง ไนเตรทจะกลายสภาพเป็น กรดไนตริก HNO3 (NO3 จับตัวกับ H ในน้ำ จนกลายเป็น HNO3 ครับ)ซึ่งจะมีฤทธิ์เป็นกรด และส่งผลกับ pH ของน้ำครับ ถ้า pH ของน้ำแสดงลักษณะลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็แสดงว่ามีไนเตรทสะสมอยู่ในน้ำมากเกินไปครับ(ยิ่งสะสมอยู่มาก ยิ่งทำให้ pH ลดลงมาก)

ทางเลือกใหม่สำหรับผู้เลี้ยงปลา การเปลี่ยนน้ำระบบน้ำล้น (Overflow)
การเปลี่ยนน้ำแบบ ระบบน้ำล้น หรือ Overflow เป็นระบบการเปลี่ยนน้ำที่กำลังได้รับความนิยมสูงขึ้นมากในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะตู้ปลาขนาดใหญ่ หรือ ตู้ปลาที่มีจำนวนปลาหนาแน่น แม้ว่าในการติดตั้งระบบและเดินท่อจะค่อนข้างใช้งบประมาณสูง และยุ้งยากกว่าจนอาจจะต้องใช้ความชำนาญมาก ในการเดินระบบ การเดินระบบเปลี่ยนน้ำตู้ปลาแบบระบบน้ำล้น ทำได้โดย การต่อท่อให้น้ำไหลออกจากตู้ปลาในระดับที่ตั้งเอาไว้(กรณีนี้ นิยมเจาะรูที่ตู้ปลา) หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ปล่อยน้ำให้ไหลเข้าตู้ปลาลงไป เมื่อน้ำใหม่ไหลเข้าไปในตู้จนระดับน้ำในตู้สูงขึ้นมาได้ระดับท่อน้ำล้น น้ำในส่วนที่เกินเข้ามาก็จะล้นออกไป ซึ่งก็จะเป็นเสมือนว่า ใช้น้ำใหม่ดันน้ำเก่าออกไปนั่นเองครับ การเปลี่ยนน้ำแบบนี้ จะนิยมเปิดน้ำเข้าตู้ปลาเอาไว้ตลอดเวลา ตลอดทั้งวัน แต่ก็สามารถ ดัดแปลง ประยุคให้เปิดน้ำเฉพาะช่วงเวลาก็ได้ครับ โดยปริมาณน้ำที่เปลี่ยนจะถูกกำหนดที่ความแรงของน้ำที่ถูกปล่อยลงไป จึงมีการคิดปริมาณน้ำที่ถูกเปลี่ยนเป็น เปอร์เซ็นต์ต่อวัน เช่น เมื่อเปลี่ยนน้ำที่ 50% ต่อวัน สำหรับตู้ความจุน้ำ 1000 ลิตร แสดงว่า เราเปิดน้ำเข้าตู้ปลาให้ได้ 500 ลิตร ต่อวันครับ การเปลี่ยนน้ำแบบนี้ มีข้อดีที่เจ้าของตู้ปลาไม่ต้องไม่นั่งเฝ้าดูดน้ำ ไม่ต้องเฝ้าปิดน้ำ เมื่อน้ำเต็มตู้ครับ และเนื่องจากน้ำใหม่ที่ปล่อยเข้าไปจะค่อยๆ ไหลเข้าตู้ โดยไม่ทำให้สภาพแวดล้อมในตู้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินไป จึงทำให้สามารถเปลี่ยนน้ำได้วันละมากๆ (เคยได้ยินมาว่าบางตู้จะเปลี่ยนน้ำถึงวันละ 2-3 เท่า หรือ 200-300% ของน้ำในตู้เลยครับ) แต่สำหรับวิธีการนี้ ถ้าจะให้ได้ผลเต็มประสิทธิภาพ ต้องใช้ร่วมกับ การหมุนเวียนของน้ำในตู้ปลา(flow น้ำ)ที่เหมาะสม เพราะไม่อย่างนั้น น้ำที่ถูกปลอยทิ้งออกมา ส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่พ้นเป็นน้ำใหม่ที่พึ่งปล่อยเข้าไป ไม่ใช่น้ำเก่าที่หวังเอาไว้ครับ

การคำนวณความแรงของน้ำที่ปล่อยให้ไหลเข้าตู้ ได้ตามปริมาณที่เราตั้งใจเอาไว้ต่อวัน สามารถคำนวณได้โดย ใช้ภาชนะใส่น้ำ ที่มีปริมาณความจุที่แน่นอน มาตวงน้ำที่จะให้ไหลเข้าตู้ จนเต็มตามความจุ และใช้เวลาที่น้ำเข้าจนเต็มความจุของภาชนะนั้นๆ เป็นตัวช่วยครับ เช่น ถ้ามีภาชนะใส่น้ำความจุ 1 ลิตร ถ้าจะเปิดน้ำให้ได้ 500 ลิตร ต่อวัน ก็ต้อง คำนวณจากสมการณ์ดังนี้ 86,400 วินาที(เวลาในหนึ่งวัน) = 500 ลิตร 1 ลิตร = 86,400 วินาที / 500 ลิตร = 172.8 วินาที/ลิตร = 2 นาที 52.8 วินาที/ลิตร
นั่นคือ เราต้องควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลเข้าตู้ ให้เต็มภาชนะความจุ 1 ลิตร ให้ได้ หรือใกล้เคียง 2 นาที 52.8 วินาที ที่สุดนั่นเองครับ
เตรียมน้ำเพื่อเปลี่ยนให้ตู้ปลา
แหล่งน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา หรือเปลี่ยนให้ปลากันปกติเรามักนำมาจากน้ำ 3 แหล่งครับ นั่นคือ น้ำประปา, น้ำบาดาล และน้ำฝน โดยน้ำที่มาจากแต่ละแหล่ง จะมีข้อดี, ข้อเสีย และข้อควรระวังต่างกันไปครับ (สามารถ ดูคุณสมบัติ และวิธีการแก้ไข ตระเตรียมน้ำทั้งสามชนิด เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้เลี้ยงปลา ได้จากบทความเรื่อง คุณภาพของน้ำครับ)
ทีนี้เราก็รู้แล้วนะครับว่าควรเปลี่ยนน้ำตู้ปลากันอย่างไร แบบไหน และเท่าไหร่ เรื่องของการเปลี่ยนน้ำจึงต้องขอจบลงแค่นี้ก่อนนะครับ ครั้งหน้า มีเรื่องอะไรมานำเสนออีก ก็อย่าลืมติดตามกันต่อไปนะครับ
TTDC สวัสดีครับ ^__^

