scoops

การเลี้ยงดู

อาหาร Arowana Episode 1

อาหาร Arowana Episode 1"อาหารเป็น"


สำหรับ arowana แล้ว เทียบกับปลาอื่นๆ ดูจะเป็นปลาที่กินอาหารได้ยากกว่าอยู่บ้าง เนื่องจากเป็นปลากินเนื้อ และ โดยธรรมชาติแล้วจะมีสัญชาติญาณที่ชอบกิน ?ของเป็น? มากกว่า ?ของตาย? แต่ในการเลี้ยงสามารถฝึก ให้กินของตาย หรือ อาหารเม็ดสำหรับ Arowanaได้ (กรณีอาหารเม็ดจะยากสักหน่อยและไม่แนะนำเพราะราคาสูงมากเมื่อเทียบกับอาหารชนิดอื่น) ในarticle series นี้จะขออนุญาตแบ่งอาหารสำหรับ arowanaเป็น 3 ประเภท คือ อาหารเป็น อาหารตาย และ อาหารปรุงแต่ง+อาหารเสริมที่มนุษย์คิดขึ้น ด้วยความยาวของเนื้อหาจึงขอแบ่งเป็นสามตอนนะครับ

Episode1 อาหารเป็น

ข้อดี ปลากินดี สารอาหารและวิตามินหลากหลาย ถ้าเหลืออยู่ในตู้ ถูกที่ ถูกสภาวะแวดล้อมก็อยู่ได้นานไม่ทำให้น้ำเสีย ถ้าเราให้ปลากินของเป็นแล้ว พวกวิตามินหรืออาหารเสริมขวดแพงๆก็แทบไม่จำเป็นต้องซื้อหามาใช้ให้สิ้นเปลือง ข้อเสีย บางคนกลัวบาป บางชนิดถ้าทำความสะอาดไม่ดี อาจเป็นพาหะนำโรคต่างๆ บางชนิดถึงจะทำความสะอาดอย่างดีแล้วก็สามารถป่วยและเป็นพาหะโรคได้ภายหลัง บางชนิดมีปราสิตในตัวกินแล้วก็ถ่ายทอดไปยังarowanaเลย บางชนิดถ้ากินไม่หมดจะกลับมาทำร้าย arowanaได้ และปลาอาจบาดเจ็บได้หากพุ่งชนงับเหยื่อแล้ว?พลาด...oops?

L1.ประเภทแมลง

ตารางที่ 1 พลังงานและองค์ประกอบหลักของแมลงที่กินได้ ในน้ำหนักสด 100 กรัม


กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

Arowanaมักจะชอบแมลงต่างๆเป็นพิเศษโดยเฉพาะแมลงสาบและจิ้งหรีด หรือจิ้งโกร่ง แมลงส่วนใหญ่ยกเว้นแมลงสาบจะค่อนข้างสะอาดอยู่แล้ว สามารถล้างน้ำเปล่าหรือไม่ล้างก็ได้ แล้วนำมาโยนให้เป็นอาหารได้เลย แต่บางท่านไม่นิยมให้ปลากินแมลงเพราะ บางคนเคยมีประสบการณ์ว่า เมื่อปลากินแมลงบ่อยๆจะติดใจรสชาติและไม่ยอมกินอาหารชนิดอื่นจึงจะเลี่ยงตรงนี้ (แม้กระทั่งร้านขายปลาที่สิงคโปร์ดูจะชอบให้ปลาทองเป็นอาหารมากกว่าจิ้งหรีด(เค้าใช้คำว่า ?cricket?แต่อาจจะเป็นจิ้งโกร่งก็ได้) เพราะลูกค้าซื้อไปแล้วจะเปลี่ยนอาหารได้ง่ายกว่า ไม่ต้องโทรมาถามบ่อยๆว่า ฮ่วย...ปลาอั๊วซื้อไปแล้ว มังไม่ยองกิงอารายเลย) อีกทั้งแมลงหลายชนิดจะมีเศษปีก เศษเปลือกของลำตัวที่ย่อยยากและย่อยไม่หมดขับถ่ายออกมา ทำให้เหมือนมีของเสียมาก แมลงชนิดต่างๆที่กระผมเคยให้มีดังนี้ครับ

L1.1 จิ้งโกร่ง(ภาษาอีสานจะเรียกว่า แมงสะดิ้ง)


บางคนจะเข้าใจว่าเป็นจิ้งหรีด ซึ่งความจริงแล้วก็คล้ายจิ้งหรีดจะมีลำตัวสีน้ำตาล ราคาตั้งแต่กิโลละ 100-200 บาทสำหรับตัวเป็นๆ และ 50-120 บาทสำหรับตัวแช่แข็งที่เค้าน็อกมาแล้ว (สำหรับแช่แข็งแบบขายส่งถุงละ 5 กิโล หากเป็นจิ้งโกร่งจะมาจากฟาร์มจะสะอาดกว่า แต่หากเป็นจิ้งหรีดตัวดำๆ ใหญ่ๆจะค่อนข้างสกปรกมากและมีแมลงเปลือกแข็งอื่นๆปนมาด้วย) ข้อดีคือ เปลือกลำตัวบางไม่แข็งมาก กระโดดได้ไม่สูงเท่าจิ้งหรีด สามารถอยู่ได้นาน หากมีฟักทองหรือแตงกวา ผักสดนิ่มๆ สำหรับประทังชีวิตจะอยู่ได้หลายวัน แต่หากตายแล้วจะเน่าเร็วมากส่งกลิ่นเหม็นพอสมควร สามารถลอยอยู่ในน้ำได้นานก่อนจะตาย ที่ต้องระวังคือหากหลุดรอดออกมาได้จะร้องเสียงดัง หนวกหู แต่ดังไม่เท่าจิ้งหรีด หากจะนำมาเป็นอาหารและไม่มีที่เก็บรักษาที่ดีพอ แนะนำให้ซื้อมาพอกินเป็นมื้อๆไปจะดีกว่า เพราะลองนึกภาพหากจิ้งโกร่งสัก 40-50 ตัวหลุดอยู่ในบ้านคุณแล้วร้องพร้อมๆกัน คงวุ่นวายน่าดู ยังไม่รวมว่า เด็กหรือสุภาพสตรีบางท่านอาจจะกลัวแมลงพวกนี้เข้าไส้ ดังนั้นหากจะนำมาเป็นอาหารล่ะก็ ลองสำรวจความเห็นคนที่บ้านหน่อยก็ดีนะครับ การให้จิ้งโกร่งเป็นๆ สำหรับปลานั้นมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งคือ เราสามารถเสริมวิตามินให้กับปลาได้ง่ายเพราะถ้าโยนลงไปปลามักจะกินแทบจะในทันทีอยู่แล้ว เราสามารถขังจิ้งโกร่งไว้ก่อนเวลาให้อาหารสัก 15-30 นาที โดยให้เค้ากินฟักทอง หรือ อาหารเม็ดสำหรับArowanaก่อน จึงค่อยนำไปให้ปลากินอีกที ปลาเราก็จะได้วิตามิน A C และ สารอาหารสำคัญๆได้เพิ่มอีก อีกทั้งปลาส่วนใหญ่จะชอบมากจึงทำให้เราสุขใจที่ได้เห็นปลาเรากินดีดุเดือดจนพุงกาง ถามว่า ฟาร์มเค้าเลี้ยงจิ้งโกร่งด้วยอะไร ส่วนใหญ่คือ1.อาหารไก่ 2.เศษผัก 3.รำ ฉะนั้นในกระเพาะจิ้งโกร่ง สิ่งที่ยังไม่ย่อยสลายหมดและผ่านต่อไปArowanaยังมักจะเป็นอาหาร 1 ใน 3 ชนิดนี้

L1.2 จิ้งหรีด

จิ้งหรีดจะตัวใหญ่กว่าจิ้งโกร่ง มีลำตัวสีดำ สารอาหารในตัวก็จะพอๆกัน แต่ที่น่ากังวลมีอยู่สองอย่างคือ 1. เปลือกค่อนข้างแข็งทำให้ย่อยยากกว่า และอีกอย่างคือ ขาที่หนามค่อนข้างแหลมแข็งอาจทิ่มปากปลาได้ แม้ไม่ทำให้เป็นแผล แต่อาจมีถลอก-ระคายเคืองได้ แต่กระทั่งกรีกุ้งฝอยยังชิวๆดังนั้นไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่ฟันธงได้นะครับว่าปลาจะชอบจิ้งโกร่งมากกว่าจิ้งหรีด 2.อันนี้น่ากลัวที่สุด คือ เสียงร้อง เสียงร้องของจิ้งหรีดนี่จะดังมาก ดังมากกว่าจิ้งโกร่งหลายเท่า เรียกว่า ถ้าหลุดมาในห้องนอนสักตัวแล้วร้องทั้งคืน นี่แทบจะไม่ต้องต้องนอนกันเลย ต้องหาให้ได้ก่อนว่าอยู่ไหน ดังนั้นการนำจิ้งหรีดเป็นมาเป็นอาหารจึงไม่ค่อยแนะนำครับ

L1.3 แมงดา(แมงดามีปีกนะครับ ไม่ใช่แมงดาทะเล

ราคาตัวละประมาณ 4-8 บาทต่อตัว สามารถนำมาให้ arowana ขนาด 20 นิ้วขึ้นกินได้ โดยนำมาหั้นครึ่งก่อนเพราะขนาดจะใหญ่มาก ปลากินได้แต่เพียงแค่เป็นอาหารเสริมเท่านั้น อาหารหลักคงไม่ไหว แลกการหั่นครึ่งตัวจะทำให้มีสิ่งปลอมปนหลุดไปในน้ำบ้าง

L1.4 แมลงอื่นๆที่เปลือกไม่แข็งและขาไม่คม/ไม่มีพิษ

สามารถนำมาให้ Arowana กินได้ เช่น แมลงปอ เป็นต้น แมลงสาบไม่แนะนำเพราะสกปรกและอาจจะมียาฆ่าแมลงปนมา แม้ว่าปลาจะชอบขนาดไหนก็ตามก็ควรหลีกเลี่ยงครับ โดยเฉพาะแมลงส่วนใหญ่ในท่อเวลาโดนยาฉีดฆ่ายุงลาย จะขึ้นมาเดินไปมาช้าๆพอจับได้ และจะค่อยๆตายในภายหลัง ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลย แม้ว่า ฟาร์มในอินโดบางแห่งจะเลี้ยงแมลงสาบบางสายพันธุ์ไว้เพื่อเป็นอาหาร แต่คงไม่มีใครคิดจะทำฟาร์มแมลงสาบในบ้านกระมังครับ เพราะถ้าเจอแบบกรณี Prison Break ละก็ ผมว่า ตัวใครตัวมันครับ

L2.ประเภทหนอน

L2.1 หนอนนก มีหลายคนที่ชอบให้ arowana ทานหนอนนกเมื่อตอนเล็กๆ เพราะถือว่าเป็นอาหารสด เก็บรักษาง่าย สามารถเก็บไว้ได้นาน หลายท่านมีความเชื่อว่าหนอนนกนั้นมีไขมันสูง หากให้เป็นอาหารหลักนานๆแล้วปลาจะตาตก ซึ่งตรงนี้ยังไม่มีบทพิสูจน์อะไรที่ชัดเจนเพราะการที่ปลาตาตกนั้นมีหลายสาเหตุโดยมีตัวกรรมพันธุ์เป็นสาเหตุหลัก อาหารของหนอนนกได้แก่ผักชนิดต่างรวมถึงรำและอาหารสัตว์เม็ดสำเร็จรูป หนอนนกสามารถเก็บรักษาไว้ได้โดยการนำไปแช่ตู้เย็นที่อุณภูมิเย็นปกติ ไม่ใช่ช่องแช่แข็งนะครับ โดยหนอนจะอยู่ในสถานะจำศีลคือจะอยู่นิ่งไม่เคลื่อนไหว (กรุณาให้คนในบ้านเซ็นยินยอมก่อนนำไปแช่นะครับ ป้องกันการส่งเสียงกรีดร้องหน้าตู้เย็น) แต่หากเก็บไว้ข้างนอกจะยั๊วเยี๊ยทานอาหารและปล่อยของเสียออกมาเรื่อย ส่งกลิ่นและต้องคอยทำความสะอาดสม่ำเสมอเพื่อป้องกันกลิ่นจากการหมักหมม ที่เก็บควรมิดชิดป้องกัน มด แมลงสาบและจิ้งจก มีผู้เลี้ยงท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า เค้าจะให้หนอนนกทานผักเพื่อเมื่อเวลาให้อาหารแล้ว หนอนจะลอยอยู่ผิวน้ำแทนที่จะจมลงและหลุดเข้าช่องกรองเร็วเกินไป การให้อาหารเสริมในตัวหนอนนกเพื่อผ่านไปยังปลา ควรให้ก่อนล่วงหน้าไม่เกิน 1-3 ชั่วโมงเพราะหนอนนกจะย่อยขับถ่ายออกมาเร็วมาก ภาชนะที่ใส่ควรเป็น แก้ว โลหะอย่างดี กระเบื้อง เพราะหนอนนกจะกัดกินพลาสติกและชิ้นส่วนโฟมเข้าไปหากได้อาหารไม่เพียงพอ

L2.2 หนอนยักษ์


เป็นหนอนของแมลงอีกชนิดหนึ่งที่มีตัวใหญ่กว่า คุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกับหนอนนกมาก แต่กากน้อยกว่าเพราะตัวใหญ่กว่า แต่ราคาเมื่อเทียบกับปริมาณแล้วแพงกว่าพอสมควรเพราะขายเป็นตัวมากกว่าขายเป็นกิโล หนอนยักษ์ชอบทานอาหารคล้ายๆหนอนนกแต่จะไม่ชอบรำและอาหารแข็งๆ

L2.3 หนอนไม้ไผ่(รถด่วน)


เท่าที่เคยลองมาในตู้ปลารวม ปลาบางตัวจะกินแต่บางตัวไม่กินความนิยมอยู่ที่ประมาณ 50% เทียบความนิยมและราคาแล้ว แพ้หนอนนกขาดลอย อีกทั้งราคาแพงกว่าเกือบ 2-4 เท่า แม้คุณค่าทางอาหารจะมีโปรตีนสูงมากๆก็ตาม

L3 ประเภทปลาเหยื่อ

ปลาเหยื่อดูจะไม่เป็นที่นิยมนักสำหรับนักเลี้ยงอโรวาน่า เพราะปัจจัยหลายอย่างเช่น

L3.1 ปลาไน ทำไมผมถึงขึ้นชื่อปลาไน(ปุ้มปุ้ย) ก่อนปลานิล ทั้งที่ปลานิลหาง่ายกว่านิยมมากกว่า แต่ในความรู้สึกของผมแล้วถ้าจำเป็นต้องให้ปลาเหยื่อเป็นๆแล้ว การให้ปลาไนดูจะเหมาะกว่า เพราะ 3 เหตุผลดังนี้ครับ 1.ปลาไนไม่มีครีบแข็งด้านบนที่จะทิ่มปากปลา เคยเกิดขึ้นแล้วกับเสือตอที่พยายามกินปลานิลที่ใหญ่เกินตัว แต่ผิดจังหวะเข้า ผลคือโดนทิ่มปากคาอยู่จนต้องจับมาแงะออก แต่กับ arowana ยังไม่เคยเจอ แต่ก็ไม่สบายใจว่า ระหว่างทางก่อนถึงกระเพาะจะมีอุบัติเหตุอะไรหรือไม่ 2.ปลาไน ไม่ก้าวร้าวเหมือนปลานิล เพราะปลานิลที่เหลือบางทีจะตอดปลาใหญ่ตัวอื่นๆ ในตู้ 3.เท่าที่สังเกตปลานิลเป็นปลาที่ได้รับฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันมาพอสมควร ทำให้เป็นพาหะนำเชื้อโรคมาสู่ปลาในตู้ได้มากกว่าปลาไน โดยสังเกตจากการให้ปลานิลเป็นมักทำให้ปลาผมป่วยบ่อยกว่าปลาไนเป็นๆพอสมควร โดยเฉพาะโรคตัวเปื่อยในเสือตอ คุณค่าทางโภชนาการแล้วปลาไนอาจจะมีไขมันมากกว่าปลานิล แต่ก็น้อยกว่าปลาทองมาก และก็ไม่อยู่ในสัดส่วนที่น่าเกลียดเกินไป ที่สำคัญคือให้แคลเซียมในปริมาณที่พอสมควรทีเดียว

L3.2 ปลานิล ข้อดีของปลานิลคือหาง่ายและทนเมื่อเราต้องการเก็บไว้ในบ่อพัก เป็นปลาที่แคลเซียมสูงเพราะกระดูกกะโหลกจะหนาและกระโดงหลังที่แข็งและคม ไขมันน้อยเมื่อเทียบกับปลาอื่นๆ ถ้าไม่นับกระโดงหลังที่คม-แข็งเกินไปปลาขนาดกลางและนิสัยที่ดุร้ายกว่าปลาอื่น ปลานิลน่าจะเป็นปลาเหยื่อที่ดีที่สุด เพราะเป็นปลาที่ว่ายไม่เร็วและทนทานไม่น็อกน้ำง่ายหรือ ใจเสาะเหมือนปลาอื่นๆ แถมกินแทบจะทุกอย่างในตู้ ข้อเสียเพิ่มอีกนิดคือ มันอาจจะเป็นปลาแข็งแรงทนทานมากเกินไปด้วยซ้ำจากได้รับยาเพิ่มภูมิคุ้มกันตั้งแต่เป็นตัวอ่อน เช่น แช่อ็อกซี่ตอนนำมาจากบ่อลงบ่อพัก อาจทำให้มันเป็นปลาที่ทนต่อเชื้อโรคมากกว่าปลาอื่นๆและอาจนำเชื้อเหล่านั้นมาติดปลาเราได้ง่ายโดยที่มันไม่แสดงอาการอะไรออกมาเลยเพราะภูมิคุ้มกันสูงกว่า หากอยู่ในตู้นานๆจะเก็บกินทุกอย่างและของเสียที่ขับออกมาก็ไม่น้อยเลยทีเดียว ลูกปลานิลมีสองแบบ คือ แบบที่ผ่านขั้นตอนการแปลงเพศให้เป็นตัวผู้ล้วนในบางLot(ในเชิงพาณิชย์ ในระยะเวลาและอาหารที่เท่ากัน ปลาตัวเมียจะให้เนื้อน้อยกว่าเพราะต้องนำสารอาหารที่ได้ไปผลิตไข่และรังไข่ ทำให้ต้องแปลงเพศเป็นตัวผู้)ซึ่งจะมีราคาสูงกว่าอีกแบบ คือปลานิลธรรมดาไม่ผ่านการแปลงเพศ ในปลาเสือตอบางครั้งการกินปลานิลมากไปเวลาถ่ายออกมามูลมักจะมีกระดูกที่ย่อยไม่หมด และบางส่วนของ กะโหลกปลาปนมาด้วย โดยจะจมอยู่พื้นตู้

ปลานิล, สด Nile tilapia, raw composition per 100 grams edible portion
water (g) 78.5
energy (kcal) 87
prot (g) 17.4
fat (g) 1.1
carbohydrate (g) 0
ASH (g) 1.1
CA (mg) 51
P (mg) 170
Iron (mg) 0.9
Na (mg) 87
K (mg) 316
CU (mg) 0
Zn (mg) 0.2
Thiamine (mg) 0.03

L3.3 ปลาทอง ปลาทองเป็นปลาเหยื่อที่เมื่อเทียบกันแล้วเป็นปลาที่ราคาน่าจะสูงกว่าปลาเหยื่ออื่นพร้อมไขมันในสัดส่วนที่มหาศาล(ซึ่งหลายท่านไม่แนะนำให้ใช้เป็นอาหารหลัก) และขี้โรคไม่แพ้ปลาอื่นเลย โดยเฉพาะหนอนสมอที่มากับมัน ข้อดีคือ มันว่ายช้า ต้วมเตี้ยม เป็นปลาที่จับกินได้ง่าย แต่ผมไม่เคยให้ปลาทองเพราะ ของเสียเยอะ เวลาไปซื้อเค้ามักจะเอาไปแช่ในยาเหลืองซึ่งดูแล้วไม่น่าไว้ใจเลย อีกอย่างคือ มันดูน่าสงสารที่สุดในบรรดาปลาเหยื่อทั้งหมด

L3.4 ปลาหางนกยูง เป็นปลาที่อาจจะตัวเล็กไปเมื่อต้องให้กับarowanaขนาดใหญ่ เพราะตัวขนาดเล็กมากอาจจะไปซ่อนอยุ่ในซอกเล็กๆที่arowanaเข้าไม่ถึงและอาจพุ่งชนจนปากเจ่อได้ สำหรับarowanaที่ขนาดเล็กมากก็ต้องถือว่า พอดีคำ และเป็นปลาที่ค่อนข้างทน มีโรคน้อยกว่าปลาอื่น ที่สำคัญคือสามารถเพาะได้ง่ายมาก

L3.5 ลูกปลายี่สก-ปลานวลจันทร์ เป็นปลาคนละชนิดกัน มีคุณสมบัติในการเป็นปลาเหยื่อคล้ายกันคือ กระโดงหลังที่แข็งบ้างแต่ไม่มากจนเป็นอันตราย เกินไป มีลำตัวที่เป็นลักษณะยาว ชอบกระโดด(ถ้าใส่ถังไม่ปิดฝาไว้ อาจกระโดดออกตายข้างนอกประมาณ 60-70%) ศักยภาพกลางๆในเรื่องการเป็นพาหะของโรค ข้อเสียนอกจากการชอบกระโดดออกมาตายแล้วคือ เป็นปลาที่มีเมือกเยอะ ตายง่าย และว่องไวมากจนหลายครั้งที่arowanaจะจับไม่ทัน จะใช้กระชอนตักออกจากตู้บางทียังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จึงไม่แนะนำเพราะ arowana นั้นไวไม่ทันเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งถ้าเอาลงบ่อล่ะก็เหนื่อยแน่ครับ เสือตอว่าแน่ๆยังไม่ค่อยจะทันเลย

L3.6 ลูกปลาตะเพียน กระโดงแข็งและเร็วเกินไปมากสำหรับarowana จะจับทีก็เหนื่อย ส่วนใหญ่จะได้แผลทดแทน ชอบกระโดดมากพอๆกับ ยี่สกและนวลจันทร์ ไม่แนะให้เอามาเป็นปลาเหยื่อเพราะความว่องไวของมันนั้นตรงกับคำที่ว่า หาตัวจับยาก แม้คุณจะว่า ไม่เป็นไร arowana ผมเร็ว กินเก่ง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณทนดูปลาปากแหกน่าสงสาร หิวโซตัวนึงในตู้ไม่ไหวและตัดสินใจที่จะตักออกล่ะก็ ผมอยากจะบอกว่า บางทีตอนเออกน่ะมันอาจจะยากกว่าตอนเทลงไปสิบเท่าก็ได้

L3.9 ลูกปลาสอด-ปลาสอด ลักษณะก็คล้ายกับปลาหางนกยูง คือว่ายช้า ข้อเสียคือตัวเล็กไปหน่อย

L4 ประเภทสัตว์เปลือกแข็ง

L4.1กุ้งฝอยเป็นๆ


ด้วยขนาดของมันทำให้arowanaต้องกินหลายเที่ยวกว่าจะอิ่ม แน่นอนคุณค่าทางอาหารกุ้งฝอยเป็นๆจะมากกว่ากุ้งฝอยแช่แข็ง แต่ก็ไม่มากนัก แต่เพราะมันชอบว่ายไปทั่วตู้ และมักตกไปตายในช่องกรองหรือที่ๆเราเอื้อมไม่ถึงจึงค่อนข้างยุ่งยากในการกำจัดตัวที่ไม่ต้องการออก ถ้าเค้าผ่านใยแก้วเข้าไปในช่องวัสดุกรองได้ทางเดียวคือทำใจ รอให้ตายเน่าและย่อยสลายไป แต่ถ้าหลุดไปหลายตัวหน่อย วันนั้นคุณอาจจะต้องเหนื่อยมานั่งล้างวัสดุกรองแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก arowana ดูเหมือนจะบาดเจ็บเพราะเจ้านี่พอๆกับเหยื่ออย่างอื่น เพราะมักจะหลบอยู่มุมตู้และตามซอกหลืบต่าง

กุ้งฝอยเป็นกุ้งน้ำจืดขนาดเล็กอยู่ในวงศ์ Palaemonidae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobachium lanchesteri De Man Lanchester ตั้งชื่อว่า Palaemon paucideno จนกระทั่ง De Man ได้ศึกษาลักษณะและเรียกว่า Palaemon (Eupalaemon) lanchesteri ต่อมา Holithius (1950) ได้ทบทวน ลักษณะ อนุกรมวิธานแล้วให้ชื่อว่า Palaemon lanchesteri ลักษณะรูปร่างมีลำตัวใส เปลือกหุ้มตัวบาง ขนาดความยาวกุ้งฝอยอยู่ระหว่าง 15?54 มิลลิเมตร ขาคู่ที่สองของเพศผู้เรียบ ด้านในนิ้วหนีบมีหยักเล็ก 2 หยักอยู่ชิดทางต้นโคนนิ้ว กรีสั้นกว่าแผ่นหนวดของหนวดคู่ที่สอง (scaphocerite) เล็กน้อย มีรอยหยักข้างบน + 5?9 หยัก และมีรอยหยักข้างล่าง 2?4 หยัก หลังวงขอบตามีหยัก 3 หยัก

กุ้งฝอยพบได้ทั่วไปตามแม่น้ำและคลองต่างๆ ในประเทศไทย มักซ่อนตัวอยู่ตามใต้ก้อนหินระหว่างพันธุ์ไม้น้ำต่างๆ ตามปกติจะพบกุ้งฝอยอยู่ในน้ำลึก ไม่เกิน 1 เมตร ในบริเวณที่มีพวกอินทรียสารทับถมกันมากๆ ปริมาณกุ้งฝอยที่พบในรอบปีหนึ่งจะมีมากตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกุมภาพันธ์และจะมี มากที่สุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม

กุ้งฝอยนับเป็นกุ้งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง สามารถที่จะซื้อมารับประทานได้ในราคาถูกกว่ากุ้งชนิดอื่นๆ และมีคุณค่าทางอาหารสูง ส่วนประกอบทางเคมีของกุ้งฝอย คือให้ความร้อน 75 แคลอรีต่อน้ำหนัก 100 กรัม ความชื้น 79.4% ไขมัน 0.88?1.2% โปรตีน 15.46?15.8% เถ้า 3.02% คาร์โบไฮเดรต 1%

อ่าน 19150 ครั้ง