scoops

โรคและการรักษา

พื้นฐานการดูแลรักษาโรคปลา

การดูแลรักษาโรคของปลาสวยงามนั้น แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดและสายพันธุ์ ในปลาต่างชนิดกันย่อมมีความต้องการที่ไม่เหมือนแตกต่างกันไป ถิ่นที่อยู่อาศัยในธรรมชาติมีปัจจัยไม่เหมือนกัน เช่นค่า pH ของน้ำนั้น ปลาหมอสีจากทะเลสาบอัฟริกันรีฟ ชอบอยู่ในน้ำกระด้าง แต่ในปลาบางชนิดกลับชอบอยู่ในน้ำที่เป็นกรดอ่อน เช่น ปลาเทวดาอัลตั้ม อุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลาปอมปาดัวร์ ไม่ควรต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส แต่ในปลาบางชนิดกลับชอบอุณหภูมิที่ต่ำๆ

 

โรคของปลาอโรวาน่ามีหลายประเภทครับ ปกติการจำแนกโรคปลาจะแยกกันตามสาเหตุของโรค คือ เป็นโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อครับ โรคที่ไม่ติดเชื้อได้แก่ โรคที่เกิดจากอุบัติเหตุปัจจัยภายนอกหรือเกิดจากการกระโดด โรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมการเลี้ยงดู โรคที่เกิดจากอาหารเป็นพิษ โรคที่เกิดจากการต่อสู้กันหรือถูกทำร้าย โรคที่เกิดจากสารพิษที่อยู่ในตู้เลี้ยงปลา เป็นต้น โรคติดเชื้อจากเชื้อโรคหลายชนิดเช่น กลุ่มเชื้อแบคทีเรีย ,กลุ่มเชื้อรา ,กลุ่มเชื้อโปโตซัวหรือจุลินทรีย์ต่างๆเป็นต้น ซึ่งในโรคเดียวกันนั้นสาเหตุอาจมาจากเชื้อในกลุ่มเดียวกันแต่ต่างชนิดก็ได้ครับ เพราะฉะนั้นการรักษาโรคของปลา หากจะรักษาให้ถูกกับโรค ให้ยาที่ถูกต้องแล้ว การวินิจฉัยอย่างแม่นยำมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งครับ การให้ยาแก่ปลาของเรานั้นควรระลึกเสมอว่าความปลอดภัยของปลาต้องมาก่อน หากไม่แน่ใจเรื่องโรคเรื่องยา อย่าสุ่มอย่าเดาใส่ยาเป็นอันขาดครับ เพราะนอกจากท่านจะสูญเสียโอกาสในการรักษา ทั้งเสียเงินโดยใช่เหตุแล้ว อาจต้องมานั่งเสียใจเพราะช่วยปลาไม่ทันสายเกินเยียวยาก็ได้

ในเรื่องการรักษาให้ได้ผลดีนั้นต้องมีการควบคุมตัวแปรหลายอย่างเช่น ป้องกันเกิดการสะสมของแอมโมเนียในน้ำ หลีกเลี่ยงมิให้มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้ำอย่างรวดเร็ว หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่ปลาอาศัยอยู่ให้มีความสมดุลใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติที่ปลาต้องการนี้ ผมได้พยายามรวบรวมหาวิธีที่ครอบคลุมโรคส่วนใหญ่ที่ปลามังกรป่วย และผู้เลี้ยงสามารถที่จะหายาในท้องถิ่นเพื่อบำบัดรักษาเบื้องต้นก่อนได้ หากการรักษาไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แนะนำให้ปรึกษาผู้รู้หรือหากเป็นไปได้ควรนำส่งปรึกษา รพ.สัตว์น้ำหรือคลินิกสัตวแพทย์ที่ใกล้บ้านมากที่สุดครับ ผมเองก็เคยมีประสบการณ์ปลาป่วยที่บ้าน และขอรับคำปรึกษาเบื้องต้นจากสัตวแพทย์ที่เก่งด้านสุนัข ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำที่ดีครับ เพราะฉะนั้นหากหาใครปรึกษาไม่ได้ก็มองสัตวแพทย์ใกล้บ้านก่อนนะครับ สำหรับการติดต่อ รพ.สัตว์ต่างๆ นั้น มักมีอยู่ในมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนวิชาสัตวแพทย์ครับ

ขอเรียนให้ทราบว่าวิธีการรักษาผมที่รวบรวมมานั้น ได้ผ่านการทดลองแล้วและได้รับคำแนะนำบางส่วนเพิ่มเติมจากผู้มีประสบการณ์ทางด้านสัตว์น้ำโดยตรง การรักษาที่จะได้ผลดีนั้น ต้องอาศัยการวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องและรักษาอย่างทันท่วงที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้เลี้ยงควรที่จะได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมเพิ่มเติมต่อไป

ก่อนที่จะเข้าเรื่องการรักษาโรคนั้นเรามาลองดูตัวแปรเบื้องต้นที่มีผลต่อการเลี้ยงของเรากันก่อนนะครับ

ตัวแปรในน้ำที่มีผลกระทบต่อการเลี้ยงปลา

ออกซิเจนในตู้ปลาหรือบ่อปลา

O2 มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำทุกประเภท ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำที่มีออกซิเจนไม่เพียงพอมักจะว่ายน้ำเร็ว ไม่มีทิศทาง กระวนกระวายมากกว่าปกติ และปลาพยายามที่จะกระโดดออกจากตู้ปลาหรือบ่อ หรือมีอาการว่ายน้ำฮุบเอาอากาศบ่อยครั้ง การขาดออกซิเจนในตู้ปลาหรือบ่อนั้นเกิดได้หลายสาเหตุครับเช่น

  1. การที่ตู้ปลาหรือบ่อมีสารอินทรีย์สะสมมากเช่นเกิดจากพืชน้ำตาย แพลงตอนตาย หรือเกิดจากการให้อาหารมากเกินไป จนอาหารที่เหลือเกิดเน่าเสียและแบคทีเรียต้องการใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง
  2. อุณหภูมิสูง กว่าปกติ
  3. การใช้สารเคมีเพื่อรักษาโรคปลาเช่น ฟอร์มาลินด่างทับทิม เป็นต้น
  4. การเลี้ยงปลาที่หนาแน่นมากเกินไป

การป้องกันการขาดออกซิเจนในตู้ปลาหรือบ่อเลี้ยงนั้น ทำได้โดยดูแลไม่ให้ตู้ปลาสกปรก ไม่ให้อาหารตกค้างในตู้ หมั่นเปลี่ยนถ่านน้ำสม่ำเสมอ ในบ่อปลาควรได้ดูดน้ำจากก้นบ่อมากที่สุด

pH

ในปี ค.ศ. 1887 Svante Arrhenius (อาเรเนียส) ได้ค้นพบและตั้งทฤษฎีว่า เกลือละลายน้ำ จะแตกตัวเป็น ไอออนบวก และไอออนลบ เค้าจึงเอาสิ่งที่ค้นพบมาสร้างความสัมพันธ์ และสร้างสถานะของทุกๆ สารละลายกรด ให้กรดแตกตัวออกเป็น H+ จากการค้นพบสภาพความเป็นกรดและด่าง จะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของ H+จึงเป็น บทเรียนที่เราเรียนกันจนทุกวันนี้ คุ้นๆหูในนามของ นิยามกรด-เบส ของ อาเรเนียส ที่กล่าวไว้ว่า กรด คือ สาร เมื่อละลายน้ำแล้วแตกตัวให้ H+ เบส คือ สาร เมื่อละลายน้ำแล้วแตกตัวให้ OH-


ใน ปี ค.ศ.1909 Soren Sorenson เป็นเริ่มใช้อักษรย่อ PH แทนค่า Power ของความเข้มข้นของ H+ หรือศักยภาพของไฮโดรเจน [H+> ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น pH เพราะย่อมาจาก Potential of Hydrogen ค่า pH ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลามังกร ที่เมืองนอกเขาแนะนำว่าปลาจะรู้สึกสบายที่ สภาพเป็นกรดอ่อน slightly acidic ( pH 6.0-7.0) ครับ ซึ่งปลาในธรรมชาติเอง ค่า pH สามารถเปลี่ยนไปตามฤดูกาลได้ เช่นปีนี้น้ำมาก pH ก็น่าจะเป็นด่างมากขึ้น น้ำน้อย ค่า pH ในน้ำก็มีโอกาสเป็นกรดได้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปลาสามารถที่จะปรับตัวได้ครับ ในช่วง pH 6-8

ค่า pH ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลามังกร ที่เมืองนอกเขาแนะนำว่าปลาจะรู้สึกสบายที่ สภาพเป็นกรดอ่อน slightly acidic ( pH 6.0-7.0) ครับ ซึ่งปลาในธรรมชาติเอง ค่า pH สามารถเปลี่ยนไปตามฤดูกาลได้ เช่นปีนี้น้ำมาก pH ก็น่าจะเป็นด่างมากขึ้น น้ำน้อย ค่า pH ในน้ำก็มีโอกาสเป็นกรดได้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปลาสามารถที่จะปรับตัวได้ครับ ในช่วง pH 6-8


(การปรับน้ำและการปรับตัวของปลาต้องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิเช่นนั้น ปลาอาจจะซ๊อต pH ได้ ซึ่งอันตรายมาก)

ปลาแต่ละชนิดนั้นจะมีความทนทานในค่า pH ที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่แล้วปลาสวยงามจะชอบน้ำที่มีค่า pH ที่เป็นกลางหรือด่างอ่อนๆ แต่ถ้าน้ำมีค่าน้ำที่เป็นกรดมากๆ จะทำให้ปลามีผิวหนังที่ซีด และปลาอาจตายได้ในที่สุด ส่วนน้ำที่ค่าเป็นด่างมากๆ (pH = 8-9)หรือสูงกว่านั้น อาจเป็นสาเหตุทำให้ครีบปลาหรือเกล็ดกร่อนได้ เมื่อเลี้ยงในน้ำ pH ที่ค่าสูงเป็นระยะเวลานาน หรือปลาอาจมีอาการระคายเคืองที่บริเวณเหงือก

แอมโมเนีย Ammonia

Ammonia เป็น สารประกอบเคมี ที่ประกอบด้วยธาตุ ไนโตรเจน และ ไฮโดรเจน โดยมี สูตรเคมี ดังนี้ NH3 แอมโมเนีย เป็นแก๊สไม่มีสี มีกลิ่นฉุน สามารถละลายน้ำได้ดี แอมโมเนียที่พบในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะเกิดจากการย่อยสลายอินทรีย์ไนโตรเจน การขับถ่ายของสิ่งมีชีวิต ซากของสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว ปุ๋ยและอาหารสัตว์น้ำที่เหลือตกระดับความเข้มข้นของแอมโมเนียอิสระที่มีผลกระทบต่อสัตว์น้ำ แบ่งเป็นช่วงได้ดังนี้ ระดับความเข้มข้นของแอมโมเนียที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ (ส่วนในล้านส่วน ppm)

0.1 - 0.4 สัตว์เจริญเติบโตช้า
0.5 - 1 สัตว์มีอาการเครียด หายใจเร็ว
2 - 3 สัตว์มีอาการเครียด หายใจเร็ว อ่อนแอ เกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรีย และเริ่มตาย
4 - 7 อัตราการตายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การแก้ไขควบคุมจัดการเพื่อไม่ให้ Ammonia สามารถทำได้หลายวิธีเช่นกัน

  • อาหาร ดังที่ทราบนะครับว่าอาหารที่ตกค้างเหลือในตู้สามารถเน่าเสียจากอาหารดังกล่าว การให้อาหารในคราวเดียวเหลือน้อยๆ หรือ ให้อาหารน้อยจนปลากินหมดได้จะเป็นการดีที่สุด หากเศษอาหารเหลือให้เก็บออกก่อนที่อาหารเหลือจะเสีย และดูดตะกอนภายในตู้สม่ำเสมอ
  • น้ำที่ค่า pH เป็นกรดมากๆย่อมส่งผลทำให้ค่า Ammonia พุ่งขึ้นสูงได้
  • เพิ่มปริมาณ ออกซิเจน O2 ในน้ำมากขึ้น

Nitrite (NO2,ไนไตรท์)

เกิดจากระบบย่อยสลายแบบมีแบคทีเรียสำหรับกำจัดของเสียเหล่านี้แล้ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง Ammonia (NH3) ไปเป็น Nitrite (NO2) โดยแบคทีเรีย (Nitrifying bacteria) ที่มีอยู่ในระบบกรองของเรานั่นเอง ส่วนใหญ่แล้วเรานิยมวัดค่า ไนไตรท์ เพื่อบอกถึงคุณภาพของน้ำมากกว่าวัดจาก แอมโมเนีย หรือ ไนไตรท เพราะตรวจสอบได้ง่ายมากกว่า ในระบบน้ำหรือการเลี้ยงหากมี Nitrite (NO2) มากก็ทำให้เกิดอัตรายต่อปลาและสิ่งมีชีวิตได้

Nitrate (NO3 ,ไนเตรท)

จาก Nitrite ก็จะถูก Nitrifying bacteria เปลี่ยนไปเป็น Nitrate (NO3) ซึ่งเป็นสารประกอบ ที่ไม่มีพิษรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตแต่เป็นโปรตีนในพืชแทน สำหรับ Nitrate อีกส่วนก็จะถูกเปลี่ยนโดย Bacteriaที่ไม่ใช้ออกซิเจน ให้กลายเป็นก๊าซไนโตรเจน (N2)

สำหรับไนเตรทที่เกินกว่า 80 ppm นั้นจะทำให้ภูมิคุ้มกันของปลาลดลง ในแหล่งน้ำ ที่มีความสกปรกสูงและมีการปนเปื้อนอย่างสม่ำเสมอมักตรวจพบไนเตรท-ไนโตรเจนในปริมาณสูง ซึ่งการบำบัดนั้นในธรรมชาติจะให้พืชดูดซึมออกจากระบบได้ ซึ่งไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในตู้ปลาเพราะต้องใช้พืชจำนวนมากถึงจะช่วยบำบัดได้ผล จึงนิยมที่จะเปลี่ยนน้ำเพื่อลดค่าไนเตรท (NO3) ลง

สารพิษและโลหะหนักต่างๆ

ในตู้เลี้ยงปลาหรือบ่อน้ำนั้นอาจมีสารพิษปะปนในน้ำในมากก็น้อย รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้กับตู้ก็อาจจะมีสารพิษปนเปื้อนได้เช่น ท่อที่ฉาบสีต่างๆ ซิลิโคนที่ใช้ทำตู้ปลาแต่ยังไม่แห้งสนิท สีชนิดต่างๆ หรือยาฆ่าแมลงที่ใช้ฉีดพ่นในห้อง เหล็กหรือโลหะที่อยู่ในน้ำเช่นสังกะสี ทองแดง ตะกั่วโดยสารพิษและโลหะหนักต่างๆนั้น ปลาจะดูดซึมสารพิษเหล่านี้เข้าไปในตัวโดยผ่านทางเหงือกปลาและผิวหนัง การป้องกันที่ดีนั้นคือหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในบริเวณที่มีตู้ปลาหรือบ่อปลาอยู่ครับ

คลอรีน Chlorine

คลอรีนมีประโยชน์มากในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ โดยทั่วไปแล้วน้ำประปาจะมีคลอรีนในน้ำ 1-2 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร แต่ถ้าน้ำมีปริมาณคลอรีนที่อยู่ในน้ำมากกว่า 4 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร จะเกิดอันตรายกับปลา โดยสารคลอรีนจะไปรบกวนระบบการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุและออกซิเจนที่เหงือกปลา ทำให้ปลามีอาการช็อก และตายอย่างรวดเร็ว ดังนั้นก่อนที่จะนำน้ำประปามาใช้เลี้ยงปลานั้นควรที่จะพักน้ำนานประมาณ 2 วัน และควรเติมอากาศลงในน้ำ เพื่อให้คลอรีนระเหย โดยปกติแล้วผมมักไม่แนะนำให้ใช้น้ำยากำจัดคลอรีนใส่ในน้ำเลี้ยงเท่าใดนักครับ แต่ถ้าหากจำเป็นที่ต้องใช้น้ำที่มีคลอรีนอย่างเร่งด่วนแล้ว อาจใช้โซเดียมไทโอซัลเฟต ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นผลึกใส ใส่ลงในน้ำอัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 1000 ลิตร ก็จะช่วยกำจัดคลอรีนได้

อุณหภูมิ

มีส่วนสำคัญในการเลี้ยงปลามากครับ โดยปกติทั่วไปแล้วอุณหภูมิในตู้ปลาจะเปลี่ยนแปลง 1-3 องศาเซนเซียสต่อวัน ซึ่งปลาส่วนใหญ่นั้นจะสามารถปรับตัวได้ทัน แต่หากอุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงมากใน1 วัน เช่น เช้า 25 เที่ยง 30 บ่าย 22 อย่างนี้แล้วปลาอาจอ่อนแอและติดเชื้อได้ง่าย โดยสรุปโรคที่มักเกิดขึ้นในอุณหภูมิที่แตกต่างกันเช่น

ปลาที่อยู่ในอุณหภูมิน้ำที่เย็นมากหรือมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ จะมีลักษณะผิวหนังซีดและเกิดการติดเชื้อประเภทเชื้อราหรือแบคทีเรียได้ง่าย ช่วงนี้ปลาจะกินอาหารได้น้อย เคลื่อนไหวช้า

ปลาที่อยู่ในอุณหภูมิน้ำอุ่นหรือร้อนกว่าปกติ ก็มักพบกับโรคบาดแผลเปื่อยตามตัว การให้อาหารตกค้างจะทำน้ำเสียได้ง่าย ปลามีอาการหอบเนื่องจากปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง

การดูแลรักษาเบื้องต้นในโรคทุกชนิดและอาการผิดปกติจากการเคลื่อนย้ายปลานั้น ปฏิบัติดังนี้

  • ควบคุมอุณหภูมิน้ำให้คงที่ อยู่ที่ 31 -32 องศาเซนเซียสและเพิ่มออกซิเจนในตู้ปลา
  • ไม่เปลี่ยนน้ำ ในกรณีที่ปลาป่วยจากการช๊อคน้ำหรือเพิ่งเปลี่ยนน้ำมาก่อนแล้วโดยเด็ดขาด
  • ตรวจสอบวัดค่าน้ำ pH ค่าไนเตรท์ (NO2 ) และไนเตรท (NO 3 ) เพื่อทราบ (อย่างน้อยควรทราบ pH ของน้ำ)
  • สังเกตอาการ การว่ายน้ำของปลามีลักษณะผิดปกติหรือไม่ เช่น หลังลอย ว่ายหัวทิ่ม หงายท้อง หรือมีรอยบาดแผล รอยติดเชื้อ ลักษณะอาการที่ผิดปกติบนตัวปลา ตำแหน่งที่เกิด บันทึกหรือจำไว้เพื่อแจ้งอาการกับผู้เชี่ยวชาญในลำดับต่อไป
  • ใส่เกลือจากทะเลหรือเกลือเม็ดที่มีความเข้มข้น 0.3 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำ (เกลือ 3 กิโลกรัมต่อน้ำ 1000 ลิตร)ซึ่งเกลือแกงจะแตกตัวให้อิออนของคลอไรด์และโซเดียม แล้วจะเข้าไปทดแทนอิออนที่ปลาสูญเสียไป ทำให้การรักษาสมดุลต่างๆ ในร่างกายดีขึ้น การละลายของออกซิเจนในเลือดปลาดีขึ้น ปลาเครียดน้อยลง ทำให้ปลามีโอกาสหายป่วยมากขึ้น โดยใส่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
  • กรณีที่เกิดจาการติดเชื้อแยกอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับตู้ปลาป่วยและตู้ปลาปกติออกจากกัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อของเชื้อโรค
  • ใส่ วิตามินซีลงในน้ำ 10 มิลลิกรัม ต่อ น้ำ 1000 ลิตร (ถ้ามี)
  • งดอาหาร

อ่าน 20527 ครั้ง